มาดูความสวยงามของเลข 1 กัน
เลข 1 นอกจากจะเป็น "เอกลักษณ์การคูณ" แล้ว ถ้าเราลองนำเลข 1*1 ทีละชุด แล้วเพิ่มเป็น 11*11 ไปเรื่อยๆ จนถึงเก้าหลัก 111,111,111 * 111,111,111 เราจะเห็นความสวยงามอย่างหนึ่ง ดังภาพต่อไปนี้
(ลองคูณดูก่อนนะครับ ที่จะดูเฉลย)
 
 
 
 
 
 
 
 
 
สวยงามอย่างมากเลยครับ

ประเทศร่ำรวยยึดครองที่ดินเพื่อทำเกษตรกรรม

วิกฤตอาหารและพลังงานที่เกิดขึ้นเมื่อปี 2550-51 ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางอาหารขึ้นในหลายประเทศ ประเทศผู้ผลิตน้ำมัน ประเทศอุตสาหกรรม และประเทศที่ไม่สามารถผลิตอาหารได้เพียงพอเริ่มกระบวนการเข้ามาเช่าที่ดิน และลงทุนทำการเกษตรในต่างประเทศขนานใหญ่ ประเทศไทยก็เป็นเป้าหนึ่งของการเข้ามาลงทุนของต่างชาติเช่นเดียวกัน

ซาอุดีอาระเบียกำลังหาลู่ทางร่วมมือกับบริษัทของประเทศอินโดนีเซีย ในการที่จะใช้ที่ดินบริเวณ Papua ไม่ต่ำกว่า 6.25 ล้านไร่เพื่อปลูกข้าว

บริษัท แดวู โลจิสติกส์ของเกาหลี วางแผนจะเช่าที่ดินขนาด 6.25 ล้านไร่ นาน 99 ปีในมาดากัสการ์เพื่อปลูกข้าวโพดและปาล์มน้ำมัน

จีนกำลังพยายามซื้อหรือเช่าที่ดินในแอฟริกาและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เพื่อปลูกถั่วเหลืองและพืชน้ำมัน โดยขณะนี้ได้ตกลงกับรัฐบาลลาวในการใช้พื้นที่กว่า 1 ล้านไร่แล้ว

กลุ่มทุนตะวันออกกลางได้เข้ามาหาลู่ทางและแสดงเจตจำนงหลายครั้งในการใช้พื้นที่ของประเทศไทยในการผลิตอาหาร

กลุ่มประเทศคณะมนตรีความมั่นคงอ่าวอาหรับ (จีจีซี) 6 ประเทศทำหนังสือถึงทางการไทยแสดงความสนใจในการเข้าทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์และทำนาปลูกข้าวในประเทศไทย

กลุ่มทุนบาห์เรนตกลงร่วมกับบริษัทล่ำซำโภคภัณฑ์ในการจัดทำโครงการเลี้ยงสัตว์ในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย เป็นต้น

ค้าปลีก เมล็ดพันธุ์ และสารเคมี อยู่ในมือบรรษัท

ระบบอาหารอยู่ในมือของบรรษัทขนาดใหญ่ บริษัทเหล่านี้มีอิทธิพลทางการเมืองและการกำหนดนโยบายมาก เช่น บริษัทวอลมาร์ท มียอดขายปีละ 391,135 ล้านเหรียญสหรัฐ มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่กว่าแอฟริกาใต้ อิหร่าน อาร์เจนตินา ฟินแลนด์ ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ เป็นต้น

การค้าเมล็ดพันธุ์และสารเคมีการเกษตรของโลกอยู่ภายใต้บริษัทไม่กี่บริษัทเท่านั้น เช่น มอนซานโต้ ดูปองท์ และซินเจนต้า ทั้งสามบริษัทคุมการค้าเมล็ดพันธุ์ของโลกไว้เกือบครึ่งหนึ่ง โดยเฉพาะตลาดพืชจีเอ็มโอนั้น 80% อยู่ในมือของบริษัทมอนซานโต้บริษัทเดียว

อิทธิพลต่อนโยบายเกษตรและอาหาร

บรรษัทขนาดใหญ่ มีบทบาทในการควบคุมและชี้นำนโยบายของรัฐบาลมาทุกยุคทุกสมัย ตัวอย่างเช่น กลุ่มบริษัทล่ำซำโภคภัณฑ์ส่งผู้ใกล้ชิดหรือผู้บริหารของตน เข้ามาดำรงตำแหน่งสำคัญในรัฐบาลไทยมาโดยต่อเนื่องไม่ว่าจะอยู่ภายใต้รัฐบาลที่มาจากการรัฐประหาร กึ่งประชาธิปไตย หรือรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง

คนของล่ำซำยังมีตำแหน่งกรรมการของธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ในบางยุคสมัยเป็นกรรมการในคณะกรรมการอาหารแห่งชาติ ผลักดันให้มีการเปิดเสรีทางการค้ากับประเทศออสเตรเลีย ญี่ปุ่น จีน และสหรัฐฯ เพื่อให้สามารถส่งออก กุ้ง ไก่ และอาหารทะเลไปสู่ประเทศเหล่านั้น ผลักดันให้เกิดข้อตกลงต่างๆ ที่ทำให้สินค้าเกษตรจากประเทศเพื่อนบ้านสามารถนำเข้าสู่ประเทศไทยโดยปราศจากภาษีเพื่อรองรับการลงทุนเกษตรครบวงจรในประเทศเพื่อนบ้าน เป็นต้น

“โมเดิร์นเทรด” ยึดครองระบบการกระจายอาหาร

นอกเหนือจากระบบการผลิตแล้ว ระบบการตลาดโดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบค้าปลีกได้ถูกครอบครองโดยบรรษัท ดิสเคาท์สโตร์ และคอนวีเนี่ยนสโตร์ กระจายยึดครองถนนและสี่แยกสำคัญในกรุงเทพฯ ขยายเข้าไปในท้องถิ่น และรุกคืบเข้าไปถึงระดับหมู่บ้าน ประมาณการว่าตลาดมากกว่าครึ่งหนึ่งของสินค้าโภคภัณฑ์ทั้งหลายอยู่ในมือของ “โมเดิร์นเทรด” เหล่านี้แล้ว และกำลังขยายออกไปควบคุมตลาดส่วนใหญ่ได้ ภายในระยะเวลาไม่ถึง 10 ปีข้างหน้า ร้านค้าปลีกรายย่อย ตลาดสด ตลาดนัด แผงข้างถนน ถูกเบียดขับออกไปอย่างรวดเร็ว ขณะนี้บรรษัทเหล่านี้กำลังผลิตสินค้ายี่ห้อของตัวเองในสัดส่วนมากขึ้นๆ เช่นเดียวกับเริ่มต้นจ้างให้เกษตรกรทำการเกษตรในระบบพันธสัญญาเพื่อป้อนตลาดของตน

ผู้บริหารร้านสะดวกซื้อประกาศว่า เครือข่ายร้านค้าของพวกเขานั้น มิใช่แค่เพียงเป็นร้านคอนวีเนี่ยนสโตร์แต่เป็น “คอนวีเนี่ยนฟู้ดสโตร์ไ นั่นหมายความว่าบทบาทของบรรษัทจะมิใช่แค่เพียงควบคุมระบบการผลิตอาหารเท่านั้น แต่ควบคุมการกระจายอาหารรวมถึงกำหนดวัฒนธรรมอาหารในท้ายที่สุดด้วย

นอกจากนี้ การควบคุมระบบการตลาดดังกล่าวจะส่งผลต่อระบบอาหารและวัฒนธรรมอาหารของท้องถิ่นทั้งระบบ เช่น ไม่มีพื้นที่สำหรับผักพื้นบ้านต่างๆ การลดลงของความหลากหลายของอาหารท้องถิ่น รวมถึงพฤติกรรมการบริโภคที่จะถูกปรับเปลี่ยนไปตามการกำหนดของบรรษัท สถานะของระบบอาหารและวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นจะเป็นอย่างไร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงนี้

ดูแลคนป่วย คนครัว และหมอนวดในต่างประเทศ

ในรายการสนทนาทางสถานีโทรทัศน์ช่องหนึ่งในช่วงวิกฤติอาหาร นาย X เสนอให้ลดจำนวนเกษตรกรให้เหลือเพียง 1-2% ก็พอ ส่วนที่เหลือให้เข้าไปทำงานในภาคบริการแทน

เขายังได้แสดงวิสัยทัศน์ต่อสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติว่าการส่งคนออกไปทำงานต่างประเทศจะได้ค่าตอบแทนสูงกว่าทำงานในประเทศ (แล้วค่าใช้จ่ายในการดำรงชีพต่ำหรือไงครับ อารมณ์เหงา คิดถึงบ้านล่ะ) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การไปเป็นพยาบาลดูแลคนป่วย คนครัว และหมอนวด (แผนไทย) ในต่างประเทศ

เขายังได้เสนอให้สัญชาติไทยแก่คนต่างชาติที่มีการศึกษาดีสัก 100,000 คน ประเทศไทยจะเปลี่ยนแปลงเป็นประเทศ “ไฮเทค” ได้โดยไม่ต้องลงทุนพัฒนาการศึกษาเอง (แล้วคนไทยจะรู้เท่าทันนายทุนไหมเนี่ย) ยกตัวอย่างเช่น คนพม่าเข้ามาในไทยเป็นล้าน หากเอาคนเก่งๆมาใช้สักแสนคน จะเกิดประโยชน์มาก เขาอธิบายว่าการคัดการองคนต่างชาติให้เข้ามาอาศัยในประเทศจะทำให้เราได้ทั้งความรู้ การตลาด อีกทั้งยังมาสอนคนไทยให้เก่งและรัฐบาลก็ได้ภาษีด้วย

ลดพื้นที่ปลูกข้าว เปลี่ยนไปปลูกยาง และปาล์ม

นาย X ประธานบริษัท ล่ำซำโภคภัณฑ์จำกัด (ชื่อสมมุติ) เสนอรัฐบาลให้ลดพื้นที่การทำนาจาก 67 ล้านไร่ ให้เหลือ 25 ล้านไร่ เสนอให้มีการจัดการชลประทานที่ใช้เงินลงทุนประมาณ 3 แสนล้านบาทแล้วใช้เทคโนโลยีการเกษตรสมัยใหม่ เช่น เครื่องจักรกลการเกษตร เปลี่ยนพันธุ์ข้าวเป้นข้าวลูกผสมใช้สารเคมี ซึ่งจะทำให้ผลผลิตข้าวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิม 3 เท่า ได้ปริมาณข้าวเท่าเดิม เกิดอุตสาหกรรมเพาะกล้าขาย รับเก็บเกี่ยว รับดำนา พื้นที่เหลือมาปลูกยางเพิ่มขึ้นอีก 30 ล้านไร่ และอีก 12 ล้านไร่นำไปปลูกปาล์ม ซึ่งเมื่อรวมแล้วจะทำให้เกิดรายได้ประมาณ 2.3 ล้านล้านบาท มากกว่ารายได้ปัจจุบัน 10 เท่าตัว

นาย X เสนอเปลี่ยนแปลงระบบการทำนา ให้เป็นไปแบบเดียวกับที่เขาประสบผลสำเร็จในการผลักดันการเลี้ยงไก่ ปลาทับทิม และข้าวโพดลูกผสม ทั้งนี้โดยเกษตรกรต้องพึ่งพาพันธุ์พืชพันธุ์สัตว์ของล่ำซำโภคภัณฑ์ เพราะพันธุ์พืชเหล่านั้นเป็นพันธุ์ลูกผสมที่เกษตรกรไม่สามารถเอาไปขยายพันธุ์ต่อได้

การเลี้ยงไก่ของไทยใช้เกษตรกรเพียง 7,500 ราย

การผลิตแบบบรรษัท เข้ามามีบทบาทในการผลิตสินค้าเกษตรมากยิ่งขึ้นเป็นลำดับ การผลิตโดยเกษตรกรรายย่อยจะถูกแทนที่ด้วยการผลิตแบบบรรษัทซึ่งไม่ต้องการใช้แรงงานเกษตรกรเป็นจำนวนมาก ตัวอย่างเช่น

การเลี้ยงไก่ของประเทศไทยนั้นใช้เกษตรกรเพียง 7,500 ครอบครัวเท่านั้น

การเลี้ยงกุ้งแบบสมัยใหม่ใช้คนเพียง 30,000 ครอบครัว

การปลูกข้าว ยังใช้คนอยู่ 3.72 ล้านครอบครัว (แต่รอดูในอนาคตเถิด)

เกษตรกรถูกผลักให้ออกไปจากภาคเกษตรกรรม หรืออาจจะยังอาศัยอยู่ในท้องถิ่นก็ต้องอยู่รอดด้วยการประกอบอาชีพอื่น จำนวนเกษตรกรที่เคยมีมากกว่าครึ่งหนึ่งลดเหลือเพียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของจำนวนประชากร

คลื่นแห่งการเปลี่ยนแปลงจะรุนแรงยิ่งขึ้นในทศวรรษข้างหน้า เพราะบรรษัทกำลังรุกคืบเข้าไปควบคุมการทำนาซึ่งเป็นหัวใจของระบบการผลิตอาหาร เช่นเดียวกับที่ประสบผลสำเร็จในสาขาพืชผัก พืชไร่ และเลี้ยงสัตว์ โดยผลักดันให้รัฐบาลเปลี่ยนแปลงระบบการปลูกข้าว หันมาใช้พันธุ์ข้าวลูกผสมที่ไม่สามารถเก็บรักษาพันธุ์ข้าวไว้ได้อีกต่อไป เกษตรกรจำนวนมากที่เหลืออยู่จะกลายสภาพเป็นเกษตรกรรับจ้างในระบบพันธสัญญา หรือตกอยู่ภายใต้พันธนาการเพราะต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต และระบบตลาดของบรรษัท

เมื่อเกษตรกรไทยถูกตีขนาบทุกด้าน

การเปิดเสรีการเกษตรภายใต้ข้อตกลงการค้ากับต่างประเทศ โดยที่ไม่มีนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหาร การวางหลักเกณฑ์สุขอนามัย และการคุ้มครองเกษตรกรอย่างเพียงพอ ส่งผลให้เกษตรกรจำนวนไม่มากนักที่ได้รับประโยชน์ แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ของประเทศได้รับผลกระทบ

การเปิดเสรีกับประเทศอเมริกา ยุโรป และญี่ปุ่น จะทำให้ประเทศไทยต้องยอมรับกฎหมายทรัพย์สินทางปัญญาที่ทำให้เกิดการผูกขาดเรื่องพันธุ์พืช การจดสิทธิบัตรสิ่งมีชีวิต การเข้ามาใช้ประโยชน์จากทรัพยากรชีวภาพของไทย และอาจรวมถึงการเข้ามาลงทุนในภาคการเกษตรของคนต่างชาติ

การเปิดเสรีภายใต้ข้อตกลงในระดับภูมิภาค เช่น AFTA หรือ ACMECS ทำให้สินค้าเกษตรราคาถูก เช่น ข้าว ข้าวโพด ถั่วเหลือง ฯลฯ จากประเทศเขมร ลาว และพม่า หลั่งไหลข้ามพรมแดนมายังประเทศไทย (สังเกตว่าทำให้ภาคเกษตรในประเทศไทยเสียสมดุลย์ อย่ามองว่าเราได้หรือเสียประโยชน์แต่เพียงฝ่ายเดียว)

ตัวอย่างผลผลิตที่เคยคาดว่าเมื่อเปิดเสรี จะทำให้เกษตรกรไทยขายผลผลิตมีราคาดีขึ้น เช่น ราคาไม้ผลของไทย เช่น ทุเรียน มังคุด เงาะ ลำไย ลิ้นจี่ ล้วนแล้วแต่มีราคาต่ำสม่ำเสมอ ทั้งๆที่ประเทศไทยลงนามความตกลงเขตการค้าเสรีกับจีน ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และญี่ปุ่น มานาน 2-6 ปีแล้วก็ตาม

ราคาน้ำมันเพิ่ม พื้นที่ปลูกพืชพลังงานขยายทั่วโลก
 
นับตั้งแต่น้ำมันมีราคาเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อปี 2004 เป็นต้นมา ประเทศต่างๆ ได้นำเอาพืชอาหารปรับเปลี่ยนมาเป็นพืชพลังงานเพิ่มขึ้น เช่น ในอเมริกาและในยุโรป และหลายประเทศได้เพิ่มพื้นที่ปลูกพืชพลังงาน เช่น อินโดนีเซีย เป็นต้น